งานเชื่อมสเตนเลสและคาร์บอน
สินค้าและบริการ
www.pd-constructiongroup.com
งานเชื่อมสเตนเลสและคาร์บอน
รายละเอียด

สำหรับงานเชื่อมนั้นหมายถึง  การเชื่อมโลหะ 2 ชิ้นให้ติดกัน  เป็นกระบวนการที่ใช้สำหรับต่อวัสดุ  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโลหะและเทอร์โมพลาสติก  โดยให้รวมตัวเข้าด้วยกัน  ปกติใช้วิธีทำให้ชิ้นงานหลอมละลาย  โดยการให้ความร้อนแก่โลหะ  จนหลอมละลายติดเป็นเนื้อเดียวกัน  หรือโดยการเติมลวดเชื่อม  ใช้เป็นตัวประสานกันก็ได้  เมื่อเย็นตัวรอยต่อจะมีความแข็งแรง  มีแหล่งพลังงานหลายอย่าง  สำหรับนำมาใช้ในการเชื่อม เช่น การใช้เปลวไฟแก๊สอ็อกซิเจน, การอาร์คโดยใช้กระแสไฟฟ้า, ลำแสงเลเซอร์, การใช้อิเล็คตรอนบีม,  การเสียดสี, การใช้คลื่นเสียง เป็นต้น ในอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อม  จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น การเชื่อมในพื้นที่โล่ง, พื้นที่อับอากาศ, การเชื่อมใต้น้ำ, การเชื่อมในพื้นที่อันตราย เช่น ถึงเก็บน้ำมันขนาดใหญ่, ภายในโรงงานผลิตสารเคมีและวัตถุไวไฟ  การเชื่อมมีอันตรายเกิดขึ้นได้ง่าย  จึงควรมีความระมัดระวัง  เพื่อป้องกันอันตราย เช่น เกิดจากกระแสไฟฟ้า, ความร้อน, สะเก็ดไฟ, ควันเชื่อม, แก๊สพิษ, รังสีอาร์ค, ชิ้นงานร้อน, ฝุ่นละออง เป็นต้น  กรรมวิธีในการเชื่อมโลหะ  ที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมีดังต่อไปนี้

  1. การเชื่อมแก๊ส (Gas Welding) เป็นการเชื่อมซึ่งจัดอยู่ในประเภทการเชื่อมหลอมเหลววิธีหนึ่ง แหล่งความร้อนที่ใช้เกิดมาจากการเผาไหม้  ระหว่างแก๊สอะเซทีลีนซึ่งเป็นแก๊สเชื้อเพลิงและแก๊สออกซิเจน  อุณหภูมิของการเผาไหม้ที่สมบูรณ์  จะให้ความร้อนสูงถึง 3,200 องศาเซลเซียส  และจะไม่มีเขม่าหรือควันหลงเหลืออยู่เลย
  2. การเชื่อมไฟฟ้า (Arc Welding) การเชื่อมไฟฟ้าหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเชื่อมโลหะด้วยวิธีการเชื่อมอาร์ค ความร้อนที่ใช้ในการเชื่อมเกิดจากประกายอาร์ค  ระหว่างชิ้นงานและลวดเชื่อม  ซึ่งทำการหลอมละลายลวดเชื่อม  ทำหน้าที่ป้อนเนื้อโลหะให้แก่แนวเชื่อม
  3. การเชื่อมอัด (Press Welding) การเชื่อมอัดหมายถึง การประสานโลหะ 2 ชิ้นให้ติดกัน โดยให้ความร้อนกับชิ้นงาน  ในบริเวณที่จะทำการเชื่อม  จากนั้นใช้แรงอัดส่วนที่หลอมละลาย  จนกระทั่งชิ้นงานติดกันเป็นจุด  หรือเกิดแนวความร้อนที่ใช้ได้  จากความต้านทานไฟฟ้าเช่น  การเชื่อมจุด (Spot Welding)
  4. การเชื่อม TIG (Tungsten Inert Gas Welding) เป็นวิธีการเชื่อมโลหะ โดยใช้ความร้อนที่เกิดจากการอาร์ค ระหว่างลวดทังสเตนกับชิ้นงาน  โดยมีแก๊สเฉื่อยปกคลุมบริเวณเชื่อมและบ่อหลอมละลาย  เพื่อไม่ให้บรรยากาศภายนอก  เข้ามาทำปฏิกิริยาตรงบริเวณที่เชื่อม
  5. การเชื่อม MIG (Metal Inert Gas Welding) การเชื่อม MIG เป็นระบบการเชื่อมที่ได้รับความร้อนจากการอาร์ค ระหว่างลวดเชื่อมกับชิ้นงาน ลวดเชื่อมที่ใช้จะเป็นลวดเชื่อมเปลือย  ที่ส่งป้อนอย่างต่อเนื่องไปยังบริเวณอาร์ค  และทำหน้าที่เป็นโลหะเติมลงไปยังบ่อหลอมละลาย  บริเวณบ่อหลอมละลายจะถูกปกคลุมไปด้วยแก๊สเฉื่อย  เพื่อไม่ให้เกิดการรวมตัวกับอากาศ
  6. การเชื่อมใต้ฟลักซ์ (Submerged Arc Welding) การเชื่อมใต้ฟลักซ์เป็นกระบวนการเชื่อมไฟฟ้า ที่ได้รับความร้อนจากการอาร์ค ระหว่างลวดเชื่อมเปลือยกับชิ้นงานเชื่อม  โดยจะมีฟลักซ์ชนิดเม็ด (Granular Flux) ปกคลุมบริเวณอาร์คและฟลักซ์  ส่วนที่อยู่ใกล้กับเนื้อเชื่อมจะหลอมละลายปกคลุมเนื้อเชื่อม  เพื่อป้องกันอากาศภายนอกทำปฏิกิริยากับแนวเชื่อม  ส่วนฟรักซ์ที่อยู่ห่างจากเนื้อเชื่อมจะไม่หลอมละลาย  และไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก 

เมื่อทำการเชื่อมเสร็จแล้ว  ยังต้องมีการตรวจสอบรอยเชื่อม เพื่อระบุระดับคุณภาพ  ให้ได้ตามมาตรฐานที่อ้างอิง คือ 

มาตรฐาน  ASTM A514/A514M-05 : Standard Specification for High-Yield-Strength, Quenched and Tempered Alloy Steel Plate, Suit for Welding 

มาตรฐานASTM A517/A517M-06:Standard Specification For Pressure Vessel Plates, Alloy Steel, High-Strength, Quenched and Tempered.

มาตรฐาน ASTM A709/A709M-07 : Standard Specification for Structural Steel for Bridges. 

การตรวจสอบสามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ คือ

การตรวจสอบคุณสมบัติทางกล  เป็นการตรวจสอบโดยการทดสอบทางกล เช่น การทดสอบความแข็งแรงทางดึง (Tensile Test)  การทดสอบความแข็งมหภาค (Macro Hardness Test)  การทดสอบความแข็งจุลภาค (Micro Hardness Test)  การทดสอบด้วยการดัด (Bend Test)  การทดสอบความแกร่ง  หรือความสามารถในการรับแรงกระแทก (Impact Test)  การทดสอบเหล่านี้  ทำเพื่อตรวจวัดระดับคุณภาพ  ของการออกแบบกระบวนการเชื่อม  ว่ามีความเหมาะสมตามมาตรฐาน  หรือตามข้อกำหนดที่ตกลงกันระหว่างผู้เกี่ยวข้อง  เป็นการตรวจสอบชิ้นงานตัวอย่าง  ในช่วงก่อนการเชื่อมชิ้นงานจริง

การตรวจสอบความสมบูรณ์ของแนวเชื่อม  เป็นการตรวจสอบว่าแนวเชื่อมที่เกิดขึ้นนั้น  มีตำหนิหรือรอยความไม่ต่อเนื่อง  ไม่เกินกว่าระดับที่ยอมรับได้  ตามมาตรฐานหรือไม่  ด้วยวิธีการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) ต่าง ๆ เช่น การตรวจพินิจ (Visual Inspection)  การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing)  การตรวจด้วยสารแทรกซึม (Penetration Testing)  การตรวจสอบด้วยภาพถ่ายรังสี (Radio Graphic Testing)  การตรวจสอบด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic Testing) เป็นต้น 

สำหรับการ ตรวจสอบรอยเชื่อม  ของส่วนประกอบงานโครงสร้างเหล็ก ทั้งภายในและภายนอก   อันได้แก่ รอยเชื่อมของรอยต่อชิ้นงานต่าง ๆ เช่น ต่อชน, ต่อเกย, รอยเชื่อมฟิลเลต, รอยเชื่อมของชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เป็นแผ่น ตามส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างเหล็ก  การตรวจสอบนี้ใช้เพื่อสำหรับตรวจหารอยบกพร่อง  ที่ผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังของรอยเชื่อม  ที่อยู่ในบริเวณรอยเชื่อม  และส่วนที่ได้รับผลกระทบจากความร้อน (Heat Affected Zone) ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง  ที่รับกระแสสถิตและรับภาระพลวัต  ทั้งความไม่ต่อเนื่องของรอยเชื่อมที่เกิดขึ้น  ในระหว่างการเชื่อมสร้าง การเชื่อมซ่อมรอยบกพร่องที่เกิดขึ้น  จากการรับภาระระหว่างการใช้งาน  และการทดสอบเมื่อครบวาระ

หากคุณมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติมได้  ทั้งนี้บริษัทของเรา มีบุคลากรที่เป็นช่างเชื่อม  ที่มีทักษะและความชำนาญการ  อีกทั้งยังมีผู้ตรวจสอบงานเชื่อม  ที่สามารถเซ็นรับรองการตรวจสอบงานเชื่อม  ให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากลได้  มาตรฐานการเชื่อมที่บริษัทเรามี Certificate อ้างอิงอยู่คือ CSWIP และ AWS  ทั้งนี้เรายังมีบริการด้านการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย NDT (Non Destructive Testing)  ซึ่ง NDT นี้มีความสำคัญ  ในการการันตีการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย  ตลอดจนการควบคุมคุณภาพ  และการประเมินอายุของ โรงงาน  ลักษณะสำคัญของการทดสอบแบบ NDT คือ  กระบวนการทดสอบจะไม่ก่อให้เกิดผล  ที่เป็นอันตรายต่อวัตถุหรือโครงสร้าง  การให้บริการงานเชื่อมของเรา  จะทำได้กับทุกอุตสาหกรรม  ไม่ว่าจะเป็นเชื่อมงานโครงสร้าง  เชื่อมงานเหล็ก  สแตนเลส  กลุ่มอุตสาหกรรม  กลุ่มปิโตรเคมี  ซึ่งเรามีบริการแบบครบวงจร   ทั้งนี้คุณสามารถติดต่อเราได้เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม.

Top